Home สาระน่ารู้ ชีวิตจริงของ ‘ซินเดอเรลล่า’ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ชีวิตจริงของ ‘ซินเดอเรลล่า’ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

3 second read
0
0
216

True story : ชีวิตจริงของ ‘ซินเดอเรล่ลา’ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

หลายคนบอกว่า

                                 ชีวิตฉันเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ฉันชื่อ แก้ว เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี แม่เสียตั้งแต่ฉันยังเด็กมาก ส่วนพี่ๆ มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ตั้งแต่จำความได้มีเพียงพ่อที่ดูแลฉันอย่างดีฉันไม่เคยเหงาเพราะได้รับความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ มีเพียงสิ่งเดียวที่พ่อไม่มีให้คือ เงิน

พ่อเคยถูกโกงจนต้องเอาที่นาไปจำนองกับธนาคารเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้จำนวนหลายหมื่นบาท แต่ฉันไม่เคยเห็นพ่อท้อเลยสักครั้ง ท่านออกไปทำงานหนักทุกวัน ทั้งรับจ้างทำนา ทำไร่ ทำสวน ถางหญ้า รวมถึงเข้าป่าครั้งละเกือบเดือนเพื่อหาของป่ามาขาย ตอนนั้นฉันอายุ 6 ขวบ ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง แต่ไม่เคยร้องไห้งอแงเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน เพราะพ่อสอนเสมอว่า “เกิดเป็นลูกสาวพ่อต้องขยันและอดทน”

ระหว่างพ่อไม่อยู่บ้านกิจวัตรประจำวันของฉันคือซักผ้า ทำกับข้าว เก็บผักริมรั้วมาต้มกิน ไปโรงเรียนเองฉันไม่เคยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านหรือญาติ เพราะพ่อมักกำชับว่า “ตอนพ่อไม่อยู่ หนูอยู่แต่ในบ้านนะลูก อย่าไปยุ่งกับใคร ที่สำคัญห้ามไปขอของใครกินเด็ดขาด ถ้าไม่มีอะไรกิน ก็หยิบเบ็ดไปตกปลาเหมือนที่พ่อเคยสอนนะลูก” ฉันเชื่อฟังคำสอนของพ่ออย่างเคร่งครัด

คืนหนึ่งที่วัดใกล้บ้านมีพิธีเผาศพ พ่อบอกให้ฉันเข้าวัดไปเก็บมะม่วงที่ร่วงอยู่บนพื้น เพื่อเอามาทำมะม่วงกวนเก็บเอาไว้กิน ฉันร้องไห้ด้วยความกลัว พ่อจึงสอนว่า

“ไม่ต้องกลัวนะลูก เราเกิดเป็นคนต้องตายเหมือนกัน เขาตายไปแล้วไม่มีภาระอะไรต้องทำแล้ว แต่เราเป็นคนต้องดิ้นรน ต้องสู้นะลูก ถ้าไม่ทำเราจะไม่มีอะไรกิน สมมุติวันหนึ่งไม่มีพ่อแล้วใครจะเลี้ยงดูหนู ดังนั้นหนูต้องสู้ ต้องทำทุกอย่างให้ได้ด้วยตัวเองนะลูก”

สิ้นคำพ่อฉันรู้สึกเข้มแข็งขึ้น รีบวิ่งเข้าไปเก็บมะม่วงในวัด ตั้งแต่นั้นมาฉันไม่กลัวผีอีกเลย

พออายุ 7 ปี พ่อเริ่มสอนให้ทำไร่ ทำนาทุกวันหลังเลิกเรียน พ่อสอนทุกเรื่อง ตั้งแต่วิธีไถนา ดำนา รวมทั้งวิธีปลูกผักตามฤดูกาล ฉันภูมิใจตัวเองมากที่หาเงินได้ หลังจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ฉันตัดสินใจไม่เรียนต่อเพราะอยากช่วยพ่อทำงานมากขึ้น

ฉันเติบโตเป็นหญิงสาวร่างเล็ก แต่ทำงานหนักได้เก่งไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอก เราสองพ่อลูกไม่เคยเกี่ยงงานหนักเลยสักครั้ง ฉันยกค่าแรงทุกบาททุกสตางค์ให้พ่อ แต่ท่านไม่เคยเอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ตรงข้ามกลับเก็บรวบรวมจนไถ่ที่นาคืนมาได้สำเร็จ พ่อดีใจมาก ในที่สุดเราก็มีที่นาเป็นของเองเสียที จากนั้นเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

บรรดาพี่ๆ ที่ฉันแทบไม่เคยเห็นปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันที่หน้าบ้าน ทุกคนถือเชือกกันคนละเส้นเพื่อวัดที่ดินแบ่งกัน พวกเขาตัดพ้อว่า

“พ่อรักลูกไม่เท่ากัน ไถ่นาคืนมาได้แล้วทำไมไม่บอก ไม่แบ่งให้พวกเราบ้าง ทำไมให้แต่แก้วคนเดียว”

พ่อตอบว่า

“ที่ผ่านมามีแต่แก้วที่คอยช่วยพ่อทำงานมาตลอด พวกแกไม่เคยช่วยอะไรเลย แล้วจะมาหวังเอาอะไร”

เมื่อเห็นว่าพ่อไม่ยอม พวกเขาจึงปักหลักที่บ้านไม่ยอมไปไหน ไม่กี่วันต่อมาพ่อก็ล้มป่วย หมอวินิจฉัยว่าน่าจะเกิดจากความเครียด ฉันสงสารพ่อมากจึงตัดสินใจจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำและคิดว่าการจากไปของฉันน่าจะช่วยยุติปัญหานี้ได้

ฉันกราบลาพ่อทั้งน้ำตาและออกเดินทางโดยมีเงินติดตัวเพียง 500 บาท ตั้งใจว่าจะขออาศัยอยู่กับหลานสาวชั่วคราว แต่เมื่อไปถึงฉันกลับถูกหลานไล่ตะเพิดออกมา ฉันตกใจมากไม่คิดว่าหลานจะใจร้ายขนาดนี้ ฉันเดินร้องไห้ออกมาแล้วนั่งพักที่ป้ายรถเมล์ พร้อมบอกกับตัวเองว่า “เราจะเสียใจเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้ เราเกิดเป็นลูกพ่อต้องขยันและอดทน” ฉันนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ที่ป้ายรถเมล์ตลอดทั้งคืน ตั้งใจว่าเช้าเมื่อไหร่จะไปเดินหางานทำ

ฉันเดินหางานทั้งวันแต่ไม่มีที่ไหนรับเลย พอพลบค่ำก็กลับมาพักที่ป้ายรถเมล์เดิมอีกครั้ง ฉันนอนหลับที่ป้ายรถเมล์แห่งนี้อยู่ 3 คืน จนกระทั่ง “ตุ๊ก” ซึ่งเป็นเพื่อนของหลานผ่านมาเห็น เธอจำฉันได้เธอตกใจและเป็นห่วงฉันมาก จึงเสนอให้ไปช่วยขายผลไม้ที่ร้านของเธอ โดยให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท ฉันดีใจมากและตอบตกลงทันที

ฉันขายผลไม้หมดอย่างรวดเร็วทุกวัน เหตุผลหนึ่งเพราะลูกค้าชอบที่ฉันคุยสนุก ไม่นานก็เริ่มมีเงินเก็บ จึงขอเช่าส่วนหนึ่งของร้านเพื่อขายข้าวโพดต้มของตัวเอง ตุ๊กตอบตกลงทันทีเพราะอยากช่วยฉัน ปรากฏว่าขายดีมากจากเริ่มแรกขายวันละหนึ่งหม้อก็ขยายเป็นสี่หม้อในเวลาอันรวดเร็ว

ตุ๊กบอกว่า “พี่แก้วอยากลองเปิดร้านเองไหม หนูว่าพี่น่าจะขายดีกว่านี้อีกนะเดี๋ยวหนูจะช่วยหาทำเลให้”

ฉันดีใจและซาบซึ้งในความใจดีของตุ๊กมาก พอเปิดร้านของตัวเองนอกจากขายข้าวโพดก็มีมันต้ม เผือกต้มด้วย ซึ่งก็ขายดีจริงๆ อย่างที่ตุ๊กว่าแต่แล้วก็โชคร้ายอีกจนได้ เพราะยิ่งขายดีมากเท่าไหร่ แม่ค้าร้านตรงข้ามก็ยิ่งเกลียดฉันมากขึ้นเท่านั้น แทบทุกครั้งที่ลูกค้าเข้าร้าน เขาจะตะโกนว่า “นังนี่ใส่เสน่ห์ยาแฝดนะ อย่าไปกินของมัน สกปรกจะตาย ใครกินก็โง่แล้ว!” ลูกค้าหลายคนตกใจเดินหนีออกจากร้าน ฉันได้แต่นั่งเสียใจโดยไม่ตอบโต้ เพราะรู้ดีว่าฉันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดแม้แต่น้อย

หลังทำงานที่กรุงเทพฯ นานสี่เดือน ฉันกลับไปหาพ่อพร้อมเสื้อผ้าและอาหารอร่อยๆ มากมาย  ครั้งแรกที่พบกันเราสองพ่อลูกกอดกันร้องไห้ ฉันเล่าเรื่องค้าขายอย่างสนุกสนานโดยไม่เล่าเรื่องที่ถูกรังแกเลย เพราะกลัวพ่อไม่สบายใจ ท่านตั้งใจฟังฉันด้วยประกายตาแห่งความสุข ก่อนกลับฉันให้เงินพ่อเก็บเอาไว้ใช้หลายพันบาทและสัญญาว่าจะกลับมาหาทุกสัปดาห์

เวลาแห่งความสุขผ่านไปไม่นาน พอกลับมาขายของก็ต้องทนทุกข์กับคำด่าอีกครั้ง คราวนี้ฉันหมดความอดทนตัดสินใจปิดร้านหนีไปหางานอื่น เพื่อนของตุ๊กพาฉันไปสมัครงานที่บาร์แห่งหนึ่ง ผู้จัดการร้านเห็นฉันครั้งแรกก็ชอบมากให้ทำงานในตำแหน่งที่เงินเยอะที่สุด นั่นคืองานสาวนั่งดริ๊งค์

ฉันอึดอัดใจที่ต้องใส่ชุดน้อยชิ้นและไม่ชอบที่แขกคอยจ้องจะลวนลาม ฉันทนทำได้ไม่ถึงชั่วโมงก็ลาออก ผู้จัดการขอร้องให้ทำงานต่อ โดยย้ายไปเป็นบาร์เทนเดอร์ฉันตกลงเพราะความเกรงใจ แต่ทำได้ไม่กี่เดือนก็ลาออกเพราะคิดเสมอว่าถ้าพ่อรู้ว่าฉันทำงานแบบนี้ท่านคงเสียใจมาก

ช่วงนั้นทุกครั้งที่กลับไปหา พ่อมักบ่นว่าเจ็บคอและปวดเมื่อยตัวเสมอ แต่ไม่ยอมไปหาหมอเพราะไม่มีเงิน เงินที่ฉันให้ท่านทุกสัปดาห์โดนขโมยไปจนหมด ฉันรีบพาพ่อไปหาหมอ หมอบอกว่าพ่อเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย อยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือน ฉันร้องไห้เสียใจที่สุดในชีวิต แต่ต้องฝืนยิ้มเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อเพราะไม่อยากให้ท่านคิดมาก

พ่อขอให้หมอรักษาด้วยการฉายรังสี เพราะอยากอยู่กับฉันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังฉายรังสีอาการของพ่อทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ท่านเจ็บปวดและทรมานมาก ไม่กี่วันหลังจากนั้น หมอบอกให้ฉันทำใจเพราะพ่อน่าจะเสียชีวิตภายในคืนนี้สิ้นคำพูดหมอ ฉันทรุดลงกับพื้นร้องไห้โฮอย่างไม่อายสายตาใคร

เมื่อพ่อเสียชีวิตฉันนำเงินเก็บทั้งหมดรวมแสนกว่าบาทไปจัดงานศพ พี่ๆ ทั้งสี่คนไม่มีใครช่วยจ่ายเงินสักบาท  มิหนำซ้ำยังหลอกเอาเงินไปอีกห้าหมื่นบาท โดยบอกว่าจะเอาไปจ่ายค่าเลี้ยงดูแขกในงาน หลังงานศพฉันเหลือเงินติดตัวเพียง 50 บาท ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อยารักษาไข้หวัดของตัวเอง ฉันนั่งรถเมล์ไปหาพี่สาวเพื่อขอยืมเงิน แต่กลับถูกปฏิเสธและไล่ตะเพิดออกมา

ฉันกลับมาห้องพักด้วยสภาพอิดโรยคิดในใจว่าจะอยู่ไปทำไม ในเมื่อไม่เหลือใครแล้วในโลก จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายคือเพื่อนคนหนึ่งที่ฉันเคยให้ความช่วยเหลือ เขารีบมาหาฉันทันทีที่ทราบเรื่อง พาฉันไปหาหมอและบอกว่า

“แก้วจะมัวนั่งเสียใจอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ พ่อคงเสียใจมากถ้ารู้ว่าแก้วกลายเป็นคนสิ้นหวังอย่างนี้ แก้วต้องสู้ ต้องกลับมาเป็นคนเข้มแข็งคนเดิมให้ได้!”

คำพูดของเพื่อนทำให้มีกำลังใจขึ้น วันต่อมาฉันกลับไปขายข้าวโพดต้ม มันต้ม เผือกต้มที่เดิมอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครตั้งแง่ด่าฉันอีกแล้ว ฉันขายของดียิ่งกว่าเดิมและมีร้านอาหารติดต่อให้ไปส่งผลไม้ให้ ฉันยกตะกร้าข้าวโพดขึ้น - ลงรถเมล์เพื่อไปส่งให้ลูกค้าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องขยัน จะได้มีเงินไปสร้างบ้านหลังใหม่ตามความฝันของพ่อ

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังยกผลไม้เข้าไปส่งที่ร้านอาหาร พนักงานในร้านคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่า

“พี่แก้วลูกค้าญี่ปุ่นคนนั้นฝากผมมาบอกว่า เขาชอบพี่ พี่จะว่ายังไง”  ฉันทั้งตกใจและอาย หันไปมองหน้าผู้ชายญี่ปุ่นคนนั้นแล้วรีบบอกว่า

“บ้าแล้ว เขาจะชอบพี่ได้ยังไง ดำก็ดำ เนื้อตัวก็มอมแมม น้องเข้าใจผิดแล้วละ” ฉันรีบขนตะกร้าผลไม้ออกจากร้านโดยไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นวิ่งตามมาขึ้นรถเมล์คันเดียวกัน

พอลงจากรถเมล์ ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเขาตามมาถึงร้าน แต่ไม่พูดอะไรสักคำได้แต่ส่งยิ้มหวานอยู่นานก่อนจะกลับไป หลังจากนั้นเขามาที่ร้านทุกวัน แต่ยืนอยู่ห่าง ๆ คอยชะเง้อมองฉันขายของ  เขาทำแบบนี้เกือบหนึ่งปีเต็ม วันหนึ่งเขาเดินมาบอกฉันว่า

“สวัสดีครับ ผมชื่อทาคาโอะ ขอเป็นเพื่อนคุณแก้วได้ไหมครับ”

ฉันตอบตกลงด้วยความเขินอายทาคาโอะมาช่วยฉันขายของทุกวัน เขาเล่าว่า

“ผมเป็นคนญี่ปุ่น มาทำงานที่เมืองไทย ตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทแห่งหนึ่ง ผมทำงานหนักมากจนเกือบจะทนไม่ไหว วันนั้นผมเห็นคุณแก้วแล้วผมมีกำลังใจทำงาน คุณแก้วเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่ทำงานหนักกว่าผมอีก ผมอยากรู้จักคุณแก้วมากจึงไปเรียนพูดภาษาไทยครับ คุณแก้วเป็นแฟนกับผมได้ไหมครับ”

ฉันดีใจและตกใจมากในเวลาเดียวกัน แต่ก็รีบปฏิเสธเพราะไม่เคยมีแฟนมาก่อน ขณะเดียวกันลึกๆ ก็กลัวว่าจะไม่เจอเขาอีก เป็นเวลากว่าสามปีที่ทาคาโอะยังคงแวะมาช่วยฉันขายของ เช่นเดียวกับหัวใจของฉันที่เริ่มเอนเอียงไปทางเขามากขึ้น จนวันหนึ่งเพื่อนถามว่า

“แก้วอยากขึ้นคานหรือไง คุณทาคาโอะดีกับแกขนาดนี้ ทำไมยังไม่รับรักเขาเสียที ฉันรู้นะว่าแกก็รักเขา อย่ามัวแต่ใจแข็งอยู่เลย พวกฉันอยากให้แกมีความสุขสักที”

ค่ำวันนั้น ทาคาโอะมาหาฉันถึงหน้าห้องพัก เขาบอกว่า เพื่อนฉันบอกทางให้ แล้วเขาก็หยิบแหวนขึ้นมาพร้อมบอกว่า

“แก้วแต่งงานกับผมนะ แก้วไม่ต้องลำบากอีกแล้ว ผมจะดูแลแก้วเอง”

ฉันตอบตกลงทันทีที่ผ่านมาเขาแสดงออกอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอว่ารักฉัน และพร้อมจะดูแลฉันจริง ๆ  ฉันไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

หลังแต่งงาน ทาคาโอะขอให้ฉันเป็นแม่บ้านดูแลลูกเขาจะเป็นคนหาเลี้ยงฉันและครอบครัว จากนั้นไม่นานทาคาโอะก็พาฉันไปเยี่ยมพ่อแม่ของเขาที่ประเทศญี่ปุ่น ท่านทั้งสองใจดีไม่รังเกียจว่าฉันไม่มีความรู้และยากจนมาก่อน

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ฉันและทาคาโอะมีพยานรักสองคน ลูกสาวทั้งคู่เป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่และเรียนเก่ง ฉันมักสอนลูกว่า

“ยูริและยูกิ หนูต้องขยันและอดทนเหมือนคุณตานะลูกและที่สำคัญ ลูกต้องตั้งใจเรียน แม่จบแค่ชั้น ป. 4 สอนหนังสือลูกไม่ได้เหมือนแม่คนอื่น ๆ ดังนั้นหนูต้องตั้งใจเรียนให้มากกว่าใครนะลูก แม่อยากให้ลูกประสบความสำเร็จจะได้ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนแม่”

ฉันคิดเสมอว่า ตัวเองเป็นคนที่โชคดีมาก ลูกสาวทั้งสองคนเชื่อฟังฉันเป็นอย่างดี สามีก็รักและให้เกียรติฉันเสมอมา ไม่รู้ว่าเรื่องราวของชีวิตฉันจะจบลงอย่างแฮ็ปปี้เอนดิ้ง เหมือนในนิยายไหม แต่สิ่งที่ฉันรู้และเชื่อมาเสมอคือ ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการทำความดี 

 

พระครูสังฆรักษ์สงบ ธมฺมสนฺติโก (เจ้าอาวาสวัดบางปลากด)

นี่คือตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่ ผู้มอบปัญญาเป็นดั่งทรัพย์ให้ลูก ดังพุทธสุภาษิตที่ตรัสไว้ว่า

อัตตา หิ อัตตโน นาโถ  โก หิ นาโถ ปโร สิยา อัตตนา หิ สุทันเตนะ นาถัง ลภติ ทุลลภังฯ

แปลว่า ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งแท้จริงได้ มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละชื่อว่าได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก

พ่อแม่ในเรื่องนี้มอบปัญญาให้แก่ลูก สอนให้ลูกเข้มแข็งทั้งกายและใจ พร้อมจะเผชิญกับความลำบากและความทุกข์ยาก นับเป็นภูมิคุ้มกันความทุกข์ที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตลูก น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง

ขอบคุณที่มา : goodlifeupdate

Load More Related Articles
Load More By tahug
Load More In สาระน่ารู้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

คนกำลังหมดใจเป็นแบบนี้เอง

สังเกตพฤติกรรมของคนที่กำลังหมดใจ 1. เขาเริ่มวิจารณ์คุณต … …