Home ครอบครัว อย่าให้ใครรักเรา มากกว่าที่เรารักตัวเอง

อย่าให้ใครรักเรา มากกว่าที่เรารักตัวเอง

2 second read
0
0
137

ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ เราเองก็ไม่สมบูรณ์แบบเช่นกัน ทุกคนเคยทำผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ พบเจอเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด โดนผู้คนเมินเฉยต่อความรู้สึก จนเริ่มคิดว่ามีใครที่รักและเป็นห่วงเราจริงหรือ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “เรารักตัวเอง และเข้าใจคนอื่นจริงๆ หรือเปล่า”

แบ่งอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นให้คนใกล้ตัว

เคยได้ยินคำนี้ไหม “ถ้ามีใครกอดเราอย่างอบอุ่น เราจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหนึ่งวัน”
อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นจะช่วยเยียวยาจิตใจของเราได้มากกว่าคำพูดปลอบโยนเสียอีก การกอดเป็นการแสดงออกทางกายที่อบอุ่นที่สุดเพื่อบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่า “แม้ฉันจะเจ็บปวดแทนเธอไม่ได้ แต่ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ ไม่หนีไปไหน”

มีผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าการกอดช่วยลดการหลังฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดจากแบคทีเรียดีขึ้น และช่วยลดความดันโลหิตด้วย นอกจากนี้อาจารย์คาเรน เกรเวน จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า การที่สามี-ภรรยากอดกันก่อนออกไปทำงานในตอนเช้า จะทำให้ดัชนีความเครียดลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง และเป็นเกราะป้องกันกายใจจากความเครียดได้ตลอดวัน

ถ้าไม่อยากเครียด และไม่อยากให้คนรอบข้างเครียด การกอดช่วยได้นะ

อย่าเก็บความรู้สึกน้อยใจไว้กับตัว

“น้อยใจ” คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนเราคาดหวังสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากอีกฝ่ายไว้ในใจ แต่อีกไม่รู้ จึงไม่ทำหรือไม่สนใจสิ่งนั้น หรืออธิบายง่ายๆ ว่า “จะต้องให้ฉันพูดออกมาหรือเธอถึงจะรู้ ดูสีหน้าและสถานการณ์แล้วไม่รู้หรือว่าฉันต้องการอะไร” นี่ละคืออาการน้อยใจ ที่ผู้หญิงมักจะเป็นบ่อยกว่าผู้ชาย

ต้องเข้าใจก่อนว่ามนุษย์ไม่ได้มีพลังวิเศษที่สามารถอ่านใจคนอื่นได้ จึงไม่สามารถรู้อยู่ตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นเวลาที่รู้สึกน้อยใจ อย่ามัวแต่เก็บความทุกข์ไว้ในใจว่าทำไมเขาถึงไม่รู้ใจเรา แต่เราต้องพูดความในใจออกมา โดยพูดตั้งแต่ตอนที่เริ่มรู้สึกน้อยใจใหม่ๆ เพียงแค่พูดออกมาปัญหาต่างๆ ก็จะหมดไป แต่ถ้ายังดื้อดึงเก็บไว้ความน้อยใจอาจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธได้

เราทุกคนล้วนเคยล้มเหลวกันทั้งนั้น

มีคนมากมายที่ไม่ได้เตรียมใจรับมือกับความล้มเหลว โดยเฉพาะคนที่ตั้งใจทำงานเต็มที่ มองเป้าหมายแล้วพุ่งชนทันที แต่เวลาที่ความฝันนั้นพังทลายลง ทางข้างหน้าจะยิ่งมืดมนเข้าไปอีก ยิ่งถ้าเป็นคนที่ตอนเด็กๆ มักได้ยินคนชมว่าเรียนเก่ง หรือเป็นคนที่ใช้ชีวิตมาอย่างราบรื่น ไม่เคยเจอกับความยากลำบาก ก็จะยิ่งหมดหวังมากขึ้นกับความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิต

แต่รู้ไหมว่าความล้มเหลวจะวนกลับมาหาเราอีกนับครั้งไม่ถ้วนในชีวิต ในอนาคตมีเรื่องราวอีกมากมายที่จะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ว่าใครก็ล้มเหลวได้ทั้งนั้น และต้องผ่านเหตุการณ์เช่นนี้ไปไม่สิ้นสุดจนกว่าเราจะตาย

สิ่งสำคัญคือ “คนที่ล้มเหลวในวันนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องล้มเหลวไปตลอดชีวิต” ความล้มเหลวเป็นเพียงประสบการณ์อันมีค่าที่บอกว่าวิธีการที่เราเลือกใช้เพื่อจะไปสู่ความสำเร็จนั้นยังไม่ถูกต้อง เราต้องมีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของความล้มเหลวนั้น เราถึงจะเติบโตขึ้นและไม่กลับไปล้มเหลวแบบเดิมอีก

คิดเสียว่าความหดหู่เป็นเพียงก้อนเมฆก้อนหนึ่ง

ความหดหู่หรือความห่อเหี่ยวใจเกิดจาก “ความคิดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ของเรา” นั่นเอง ความรู้สึกจะเป็นไปตามสิ่งที่เราคิด ถ้าคิดในแง่ดีก็จะรู้สึกดี ถ้าคิดในแง่ร้ายก็จะรู้สึกไม่ดี ถ้าเราไม่เติมเชื้อไฟที่เป็นความคิดไม่ดีลงไปเพิ่มในเตาใจเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกหดหู่ก็จะเลือนหายไปพร้อมกับความคิด เราต้องรู้จักกำจัด “ความคิด” ที่เป็นต้นเหตุเสียก่อน

ถ้ารู้สึกหดหู่ใจเมื่อไหร่ ให้คิดว่าเป็นแค่เมฆก้อนหนึ่งบนท้องฟ้าเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเรา ปัญหาทางใจส่วนใหญ่เกิดเพราะเราคิดว่าความคิดและตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกัน หากเปลี่ยนเป็น “นั่นมันแค่ก้อนเมฆที่มีความคิดหดหู่ใจก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง” ความคิดนั้นจะไม่ต่อเนื่อง ไม่นานเชื้อเพลิงก็จะหมดลงเอง

อย่าใช้ชีวิตเป็นคนใจดีจนเกินไป

หากคุณถูกชมว่าเป็นคน “ใจดี” อยู่บ่อยๆ อาจเป็นเรื่องดีกับตัวเองและคนอื่น ไม่มีใครไม่ชอบคนใจดีอยู่แล้ว แต่ในความใจดีก็ซุกซ่อนไปด้วยหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงคุณให้แสบๆ คันๆ เจ็บจี๊ดๆ โดยไม่รู้ตัว

ความสุภาพ อ่อนโยน ใส่ใจและมีน้ำใจกับคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่รู้ไหมว่าคนที่ใจดีมากๆ มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า โรคแพนิค และจะมีอารมณ์โกรธที่มากกว่าปกติ คนพวกนี้จะไม่แสดงความโกรธออกมาพร่ำเพรื่อ เขาจะเก็บสะสมความโกรธเอาไว้เรื่อยๆ และจะเป็นคนที่เจ็บแล้วจำ หากวันหนึ่งความอดทนสิ้นสุดเมื่อไหร่ ความโกรธที่กักเก็บไว้จะปะทุและระเบิดด้วยความรุนแรงที่ไม่อาจคาดเดาได้

คนใจดีมักจะถูกใช้งานหนักอยู่บ่อยๆ เนื่องจากปฏิเสธคนไม่เป็น ใครให้ทำอะไรก็รับไว้หมด ไม่กล้าฉีกออกจากกรอบ เดินตามทางที่คนอื่นปูไว้ สิ่งนี้อาจเกิดจากการเลี้ยงดูตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เรียนตามที่พ่อแม่อยากให้เรียน เป็นเด็กดีเชื่อฟังทุกอย่าง โตขึ้นมาเลยไม่กล้าสู้คนและโดนคนอื่นกดขี่ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้า

ปัญหาที่สำคัญคือ เราใช้ชีวิตในกรอบ โดยทำตามใจผู้อื่นมากจนเกินไปจนละเลยความต้องการและความรู้สึกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว แคร์แต่คนอื่น แต่ไม่แคร์ตัวเอง ต้องจำให้ดีว่า ก่อนจะฟังเสียงของคนอื่น ให้ลองฟังเสียงข้างในของตัวเองเสียก่อน จะได้ไม่มานั่งเสียดายภายหลัง “ทำไมตอนนั้นฉันไม่ทำอย่างนี้นะ”

การทำดีกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่เราเองก็มีหน้าที่ทำดีกับตัวเองด้วย

 

ขอขอบคุณที่มา : mascoops.com

เรียบเรียงโดย : เป็นตาฮัก

Load More Related Articles
Load More By tahug
Load More In ครอบครัว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Check Also

ยิ้มไปทั้งวัน 6 ปีนักษัตร มีเกณฑ์ได้จับเงินล้านภายในปีนี้ หมดเคราะห์ หมดหนี้ มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน

โบกมือลา ความจน อันไม่มีจะ กินได้เลย 6 อันดับปีนักษัตร … …