Home สาระน่ารู้ เราคือผู้ ลิขิตชีวิตเอง เรื่องจริงของผู้หญิงที่กำลังต่อสู้อยู่กับกรรม

เราคือผู้ ลิขิตชีวิตเอง เรื่องจริงของผู้หญิงที่กำลังต่อสู้อยู่กับกรรม

2 second read
0
0
1,877

True Story : เราคือผู้ ลิขิตชีวิตเอง เรื่องจริงของผู้หญิงที่กำลังต่อสู้อยู่กับกรรม

แม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่ฉันรู้ดีว่า ฉันสามารถ ลิขิตชีวิตเอง ได้

ฉันเกิดในครอบครัวชาวจีนอพยพ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ฉันเป็นลูกคนที่ 3 หลังจากที่แม่ให้กำเนิดน้องชายคนสุดท้องได้ไม่นานก็เสียชีวิต พวกเราจึงต้องอาศัยอยู่กับพ่อซึ่งร่างกายไม่แข็งแรง ซ้ำยังติดสุราอย่างหนัก ตอนนั้นฉันยังเด็กไม่รู้ประสา จำได้เพียงว่าพ่อมักออกจากบ้านในตอนเช้า และกลับมาด้วยสภาพเมามายในตอนดึก ๆ

พ่อไม่มีเวลาดูแลเราเท่าใดนักเพราะต้องทำงานหนักในตอนกลางวัน และไปดื่มสุรากับเพื่อนในตอนกลางคืน จนหน้าตาซีดเซียว ร่างกายซูบผอม จากนั้นไม่นานพ่อก็ล้มป่วย และจากพวกเราไปอีกคน ทำให้พวกเราทั้งสี่กลายเป็นเด็กกำพร้า

ป้าซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์ของครอบครัวเรามาตลอดจึงรับพวกเราไปเลี้ยงด้วยความเวทนา แม้ว่าฐานะของป้ายากจนค่นแค้น แต่ก็พยายามดูแลพวกเราอย่างสุดความสามารถ จัดหาปัจจัยสี่มาให้ไม่ได้ขาด

กระนั้น ความยากจนทำให้เราทั้งสี่คนขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะต้องทำงานช่วยป้าหาเลี้ยงปากท้อง ฉันยังจำได้ดีว่ารู้สึกน้อยใจเพียงใดเวลาเห็นเด็กวัยเดียวกันแต่งชุดนักเรียนสะอาดสะอ้าน พากันเดินเข้าโรงเรียนพลางหัวเราะกันสนุกสนาน แต่ฉันกลับต้องทำงานรับจ้างสารพัด ฉันพยายามบอกตัวเองเสมอว่า โชคชะตาจะหล่อหลอมฉันให้เข้มแข็ง

แม้ไม่มีโอกาสได้เข้าไปนั่งเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อ หากมีเวลาว่าง ฉันและพี่สาวมักแอบเข้าไปในโรงเรียนไปหลบอยู่ข้างหน้าต่างเพื่อฟังเสียงครูสอน และเก็บเล็กผสมน้อยจนฉันพอรู้วิธีสะกดคำ และความรู้พื้นฐานอีกเล็กน้อย

พอเข้าช่วงวัยรุ่น พี่สาวทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไปแต่งงาน มีครอบครัว น้องชายของฉันโชคดีมีญาติที่ประเทศจีนขอรับไปเลี้ยง ส่วนฉันก็ยังทำงานรับจ้างทั่วไปและอาศัยอยู่กับป้าเช่นเดิม

โชคชะตานำพาให้ฉันได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นลูกคนจีน เกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เราพบปะพูดคุยกันบ้างเป็นครั้งคราวเนื่องจากเราทำงานคนละที่ กระนั้นเขาก็เพียรพยายามคอยรับส่งฉันทุกวันไม่เคยขาด

เราตัดสินใจคบหากันได้ประมาณ 2 ปี เขาก็พาฉันไปพบครอบครัว แม่ของเขาเอ็นดูฉันมากเพราะเห็นว่าฉันเป็นคนขยัน มุมานะ และอดทน เขาฝากฝังลูกชายไว้กับฉันเสร็จสรรพเพราะเชื่อว่าหากลูกชายได้แต่งกับฉัน เราสองคนจะไม่มีวันอดตาย แต่พ่อของเขากลับมองตรงกันข้าม เขาดูไม่ค่อยชอบฉันเท่าใดนัก ทั้งยังบอกว่าฉันเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีหัวนอนปลายเท้า เกรงว่าจะมาหลอกลูกชายของเขา เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มตึงเครียด ฉันจึงขอตัวออกมาก่อน

เมื่อกลับถึงบ้าน น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ก็ไหลหลั่งพรั่งพรู ฉันจ้องมองตัวเองในกระจกพร้อมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันเหมาะสมกับชายคนรักหรือไม่ ฉันควรเดินออกไปจากชีวิตเขาเสีย เพราะไม่อยากเป็นต้นเหตุให้เขาต้องทะเลาะกับครอบครัว แต่อีกใจก็อยากฮึดสู้ให้พ่อของเขารู้ว่าต้นทุนชีวิตอันน้อยนิดของฉันไม่ใช่ตัวกำหนดอนาคต ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจอะไร วันรุ่งขึ้น ฝ่ายชายก็พาแม่ของเขามาหาฉันกับป้าที่บ้านพร้อมกับบอกว่า เขาบอกว่าพ่อของเขาเข้าใจแล้วและอนุญาตให้เราคบกันต่อไปได้

ความรักของเราเป็นไปอย่างราบเรียบไม่หวือหวา เราช่วยกันเก็บเงินสร้างครอบครัวได้ 5 ปี ก็แต่งงานกัน ฉันย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวของฝ่ายชายตามธรรมเนียม เราทั้งคู่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวของพี่ชายของเขาอีกสองคน คนเหล่านี้ดูไม่ถูกชะตากับฉันเท่าใดนักเพราะเขามองว่าฉันไม่คู่ควรจะมาเกี่ยวดองเป็นเครือญาติด้วย แต่ฉันก็ไม่สนใจ และยึดถือเอาความรักของสามีเป็นพลังในการดำเนินชีวิต

หลังจากผ่านไปเพียง 1 ปี ฉันก็ตั้งท้องลูกคนแรก เป็นช่วงเดียวกันกับที่กิจการของครอบครัวสามีต้องเผชิญกับวิกฤต ทำให้สามีต้องออกไปขายของตามต่างจังหวัด ส่วนฉันก็ต้องช่วยงานที่โรงงานเสมือนพนักงานคนหนึ่ง แม้ว่าแม่สามีจะบอกให้ฉันพักผ่อน และดูแลตัวเองเพื่อลูกในท้อง แต่ฉันก็ไม่สามารถหยุดทำงานได้เพราะไม่อยากเอาเปรียบใคร ทั้งยังไม่อยากให้บรรดาคนที่คอยเพ่งเล็งยิ่งได้ใจ

หลังจากคลอดลูกคนแรกได้ไม่นาน ฉันก็ตั้งท้องลูกคนที่สอง คราวนี้สามีต้องทำงานหนักกว่าเก่า เพราะวิกฤตการณ์ทางการเงินที่พวกเราเผชิญไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง ฉันได้เจอหน้าสามีเดือนละไม่กี่วัน แต่ก็พยายามทำหน้าที่ภรรยาไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งดูแลบ้านแทนพี่ๆ สะใภ้ ทั้งช่วยงานในโรงงาน และดูแลลูกชายคนแรก

ความยุ่งเหยิงในชีวิตทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว หลังจากนั้นไม่นานฉันก็ให้กำเนิดลูกคนที่สอง ทำให้รายจ่ายในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ฉันต้องแบ่งเงินที่เก็บไว้เลี้ยงดูลูกไปช่วยพยุงกิจการของครอบครัว

หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี ฉันก็ตั้งท้องลูกคนที่สาม เวลานั้นสามีต้องไปขายของต่างจังหวัด แทบไม่ได้กลับบ้าน ฉันจึงต้องต่อสู้กับสายตาและคำพูดเหยียดหยามของบรรดาพี่เขยและพี่สะใภ้ตามลำพัง

จำได้ว่า ตอนที่ฉันตั้งครรภ์ลูกคนที่สามได้ 5 เดือนก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวสะเทือนใจอย่างที่สุด เมื่อสามีนอกใจไปมีผู้หญิงอีกคน ฉันทราบเรื่องเพราะเพื่อนของสามีที่ไปขายของด้วยกัน เล่าให้ฟังว่า สามีของฉันไปติดผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งทำงานเป็นช่างตัดผม หน้าตาจิ้มลิ้ม แต่งตัวสะสวย ทั้งยังช่างเอาอกเอาใจ ทั้งคู่รู้จักกันตอนที่สามีของฉันไปตัดผมที่ร้าน และคบหาดูใจกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ตอนนั้นฉันก็ถึงบางอ้อ รู้ทันทีว่าเหตุใดสามีถึงไม่ยอมกลับบ้าน ฉันร้องไห้ฟูมฟาย เสียใจที่คนรักซึ่งต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคกันมากลับหักหลังกันอย่างเลือดเย็น ฉันพยายามคิดหาทางออกด้วยสติที่ยังหลงเหลืออยู่ ว่าจะเดินออกไปจากชีวิตของเขาแล้วปล่อยให้ลูกเป็นกำพร้าอย่างที่เราเคยเป็น หรือจะให้อภัยและประคับประคองชีวิตคู่ไว้ให้ยาวนานที่สุด

คำตอบที่ได้ คือ ฉันเลือกที่จะให้อภัย เพราะไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันจึงไปหาแม่สามีเพื่อฝากให้ท่านช่วยเลี้ยงลูกสักวันสองวัน โดยไม่ได้บอกว่าฉันจะไปไหน แล้วก็รีบขึ้นรถไปตามที่อยู่ที่เพื่อนสามีให้ไว้

เมื่อไปถึงก็จริงดังคาด ฉันเห็นสามีอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ ฉันทั้งตกใจ และเสียใจแต่จำต้องกลั้นน้ำตา และเดินเข้าไปหาสามีเพื่อจะพูดคุยกันให้เข้าใจ ฉันให้เขาเลือกว่าอยากใช้ชีวิตอยู่กับใคร หากยังรักฉันและลูก ฉันก็พร้อมให้อภัย แต่ถ้าหากหมดรัก ฉันเองก็จะไม่รั้งไว้ และขอเป็นคนรับผิดชอบลูกๆ เอง ท้ายที่สุดเขาก็เลือกอยู่กับฉันและลูก พร้อมทั้งกล่าวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ และสัญญาว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

เรากลับมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันดังเดิม เขาพยายามกลับบ้านบ่อยขึ้น ส่วนฉันก็พยายามดูแลตัวเอง ไม่โหมงานหนักจนผิวหนังกร้านดำไม่น่าดูเหมือนเมื่อก่อน หลังจากนั้นไม่นานฉันก็ให้กำเนิดลูกคนที่สาม สถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวเราจึงยิ่งตึงเครียด

ฉันต้องประหยัดอดออมและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในทุกด้าน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงไม่มีเงินไปซื้อของเล่นและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ลูก ฉันสงสารพวกเขาจับใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องเก็บเงินไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นกว่า

ครั้นจะให้ลูกไปแบ่งของเล่นกับลูกๆ ของพี่ชาย เขาก็รังเกียจ เพียงแค่เห็นลูกของฉันเดินไป พวกเขาก็เก็บของเดินหายกันไปหมด ครั้งหนึ่ง ฉันเห็นลูกๆ เดินผ่านรถคันใหม่ของพี่เขย ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเดินพ้นรถ พี่เขยก็ยกน้ำขึ้นมาสาดรถ พลางตะโกนต่อว่าดังลั่นว่าอย่าเดินผ่านรถของเขาให้เสียราศี เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันต้องปรึกษากับสามีว่าเราคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ เพราะนอกจากแม่ของสามีแล้ว ก็ดูเหมือนว่าทุกคนรังเกียจฉันและลูกๆ กันหมด

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันจึงขออนุญาตแม่สามี พร้อมกับบอกเหตุผลให้ท่านเข้าใจก่อนพาลูกๆ และสามีออกมาเช่าบ้านอยู่กันเพียงลำพัง

สามีของฉันออกมาทำงานรับจ้างทั่วไป ส่วนฉันก็รับผ้าโหลมาเย็บ เพื่อหาเงินส่งลูกเรียน เราทั้งคู่ทำงานหนัก แทบไม่ได้พักผ่อน เพราะอยากให้ลูกทุกคนได้รับสิ่งที่ดีที่สุดนั่นคือ การศึกษา

แม้จะทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่เงินที่ได้กลับไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่ายที่รังแต่จะเพิ่มมากขึ้น กระนั้น เราก็สามารถส่งลูกคนแรกเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ

แต่แล้ว ครอบครัวของเราก็ต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เมื่อสามีคู่ทุกข์คู่ยากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอด เนื่องจากเขาเป็นคนสูบบุหรี่จัด หมอบอกว่าเขาอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน วินาทีนั้น เหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาต่อหน้า ที่ผ่านมาเราอยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด เพียงแค่คิดว่าในอนาคตจะไม่มีเขาอีกแล้วก็เหมือนมีใครมากระชากหัวใจออกจากร่าง

ฉันกลับบ้านมาด้วยอาการมึนงงจนลูกๆ ถาม เมื่อเห็นว่าการปิดบังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ฉันจึงบอกความจริงให้ลูกๆ ทราบ แต่พวกเขาเข้มแข็งเกินคาด อาจเพราะเขาเห็นว่าแม่กำลังอ่อนแอ จึงพยายามเป็นหลักให้กับแม่ที่กำลังโงนเงน

จริงดั่งคำที่ว่าสภาพจิตใจ ส่งผลโดยตรงกับสภาพร่างกาย พอสามีรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง จากคนที่เคยแข็งแรงกำยำ ทำงานได้ปกติ ก็กลับผอมแห้ง นอนซมไม่เป็นอันทำอะไร เพราะหวาดกลัวความตายที่รออยู่เบื้องหน้า

ฉันและลูก ๆ พยายามดูแลเขาเป็นอย่างดีจนวินาทีสุดท้าย เพื่อให้เขาเตรียมตัวเดินทางไปสู่ภพหน้าอย่างมีความสุข การจากไปของสามีทำให้ฉันตระหนักว่าแท้จริงแล้วโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน เพราะในท้ายที่สุด แม้จะรักกันเพียงใด แต่เมื่อถึงเวลา ก็ต้องปล่อยมือให้ความตายมาพรากไปอยู่ดี

หลังจากนั้น ฉันก็พยายามทำงานส่งลูกๆ เรียนจนจบระดับปริญญาตรี ปัจจุบันนี้ ทุกคนมีอาชีพการงานที่ดี และมีครอบครัวที่อบอุ่น ทั้งยังดูแลฉันเป็นอย่างดี สมกับที่พวกเขาสัญญากับผู้เป็นพ่อก่อนที่เขาจะจากไป

แม้ชีวิตที่ผ่านมาของฉันจะลำบากยากแค้นเพียงใด แต่ฉันไม่เคยกล่าวโทษโชคชะตา เพราะฉันเชื่อเสมอว่า ความยากลำบากในวันนั้น ทำให้ฉันมีวันนี้

ข้อคิดจากพระครูธรรมธร ดรสาคร สุวฑฺฒโน

กมฺมุนา วตฺตติโลโก สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม ชีวิตย่อมมีสุขมีทุกข์เป็นธรรมดา มีเกิดก็ย่อมมีดับ ความรักของคุณโยมที่เกือบจากเป็น กระทั่งจากตายในที่สุดย่อมเกิดทุกข์ เพราะความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่หวงเป็นธรรมดา

ชีวิต คือ การต่อสู้ ขอให้คุณโยมต่อสู้กับชีวิตต่อไป กรรมลิขิตให้ชีวิตต้องดำเนินต่อ ต่อไปนี้ ขอให้คุณโยมใช้ธรรมนำทาง ชีวิตจะสว่างไสว จงขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ขอให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง รักษาศีล 5 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ชีวิตก็จะดีขึ้น และหากมีเวลาว่างก็ให้ฝึกปฏิบัติธรรม ไปวิปัสสนา หาครูบาอาจารย์ที่สามารถสอนกรรมฐานได้ เพียงเท่านี้คุณโยมก็จะมีชีวิตที่ดีและมีความสุข

ขอบคุณที่มา : goodlifeupdate

Load More Related Articles
Load More By tahug
Load More In สาระน่ารู้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

รู้สึกเป็นส่วนเกิน

เคย รู้สึกเป็นส่วนเกิน บ้างไหม ? ไม่ว่าจะเป็นส่วนเกินใน … …